การเดินทาง

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

First Lifetime of Jeaeina


          30 ธันวาคม 2559 ... เริ่มต้นนับถอยหลังเข้าสู่ปีระกา......

         ชีวิตที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัวในช่วงอายุ 26 ปี วันนี้นับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากจดบันทึกเรื่องราวชีวิตของตัวเองลงในพื้นที่ไหนสักที่หนึ่ง เพื่อที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เราสามารถกลับมารำลึกความหลังว่าในแต่ละช่วงชีวิตเราพานพบอะไรมาบ้าง.....

          โดยปกติแล้วเราเป็นคนที่พยายามวางเป้าหมายในชีวิตไว้เยอะมาก แต่ด้วยภาระหน้าที่ต่างๆรอบตัวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น งาน เรียน ชีวิตส่วนตัว ทำให้เราไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่เคยวางเอาไว้ได้ จนบางครั้งเป้าหมายเหล่านั้นเริ่มค่อยๆเลือนหายไปจากความตั้งใจทุกวันๆ... แม่เคยบอกเราว่าถ้าเรายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็ให้อ่านตัวเองทุกวัน ลองทำสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยทำ ลองไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะค้นพบว่าเรา "ต้องการ" สิ่งใดกันแน่ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในตัวเองนักว่า ความต้องการของเราคืออะไร บางคนบอกว่าลองทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดสิ พอมาถามตัวเองแล้วเราถนัดอะไรวะคะ มันชักจะทำให้ยิ่งปวดหัวไปใหญ่ รู้สึกว่าทำไมการที่เราอยากจะรู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ต้องการสิ่งไหน คำตอบที่คาดหวังจะได้ยิ่งดูห่างไกลออกไปทุกที ทำไมเราถึงตอบตัวเองไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นความต้องการของตัวเองแท้ๆ..... บางทีเราคิดมากจนรู้สึกไม่อยากจะคิดอะไรเลย รู้แต่ว่าเราอยากเดินทางไปที่ไหนไกลๆสักที่ ไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะเราแอบคิดเล่นๆว่าบางทีเราอาจค้นพบความต้องการของตัวเองก็ได้....

        ทุกเช้าที่ลืมตาขึ้นมาในทุกๆวัน เรามีความรู้สึกว่าไม่อยากไปทำงาน งานที่เราทำอยู่เป็นงานประจำที่ต้องทำงานเป็นเวลา รูปแบบการทำงานก็เป็นลักษณะ Routine งานเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อตอนวันแรกที่เริ่มมาทำงานมันหายไป...

        ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2558 เป็นวันแรกที่เราได้รับบรรจุให้ทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน โดยเราต้องไปประจำกันที่พัทยา สถานที่ที่เราเคยมาเยือนแค่เพียงสองครั้งในชีวิต และเราไม่มีความคิดที่อยากจะมาเที่ยวหรือมาทำงานที่นี้เลย แต่ด้วยอะไรหลายอย่างทำให้เราได้มาทำงานที่นี่ พัทยาเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องมาเฟีย เมื่อทุกคนในครอบครัวรับรู้ว่าเราต้องมาทำงานที่นี่ โดยเฉพาะแม่ ต่างก็กังวลกลัวว่าเราจะมาเหยียบเท้าใครเข้า ด้วยความที่เราเป็นคนห่ามๆ ไม่ยอมคน อาจทำให้เราโดนสั่งเก็บได้ แต่ความรู้สึกของเราในตอนนั้นเรารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้กลัวหรือกังวลอะไร อาจเป็นเพราะเราก็เคยไปอยู่ในที่ที่เราไม่เคยไปตั้งแต่เมื่อครั้งไปเรียนปริญญาตรีที่พิษณุโลก หรือแม้กระทั่งการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการ Work & Travel ที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอเมริกา... นอกจากความรู้สึกเฉยๆตอนนั้นก็แอบมีความตื่นเต้นอยู่นิดหน่อยสำหรับการเริ่มต้นทำงานใหม่

       เราได้ลงทำงานในพื้นที่จริงๆ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.58 งานชิ้นแรกก็เจองานหินซะแล้ว ออ เราลืมบอกไปว่าถึงแม้ว่าเราจะอายุยังน้อย คือ ตอนนั้นอายุ 25 ปี แต่เรามาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนก คุณลองนึกภาพตามสิว่าสิ่งที่เราจะต้องเจอคืออะไร ใช่แล้ว "การลองของ" ไงละ เราโดนรับน้องอยู่ 3 เดือนเต็มๆ เราก็พยายามเฉยนะ ไม่ตอบโต้อะไร เราพยายามควบคุมอารมณืตัวเองให้เย็นไว้ตลอด จนเราคิดว่าเราปล่อยเวลาไว้พอสมควรแล้วละ คนเหล่านั้นก็ยังคิดไม่ได้ด้วยตัวเอง จนวันหนึ่งเราไม่ทนอีกต่อไป เราปรี๊ดแตกแบบที่เรียกว่า ใครก็ฉุดไม่อยู่ ..... คงเป็นวันนั้นเองที่ทุกคนเห็นฤทธิ์เดชเรา การกระทำจากหลังเท้า ย้ำว่า หลังเท้า เปลี่ยนเป็นหน้ามือ โดยสิ้นเชิง เราเรียนรู้นิสัยใจคอคนได้เยอะขึ้น เรารู้สึกว่าตั้งแต่มาทำงานที่นี่เรากลายเป็นคนใจเย็นขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย เราพยายามไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ใครจะพูด จะทำอะไรก็ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับใครเขา เรานิ่งได้มากขึ้นกว่าตอนสมัยเรียน   

      ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน เราทำงานที่นี่มา 1 ปี กับ 29 วัน เรายังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน คือตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงานก็กลับห้อง ด้วยความที่เราไม่ชอบเที่ยวกลางคืนเราจึงไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน บางครั้งที่เกิดความรู้สึกเบื่อๆเท่านั้น เราถึงจะออกไปดูหนังคนเดียว การมาอยู่ที่นี่เราไม่มีเพื่อนที่จะไปไหนมาไหนด้วยกันเลย ด้วยลูกน้องที่ทำงานต่างก็มีครอบครัว มีแฟน มีภาระหน้าที่ของตัวเอง เราเลยมักจะไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด 

      ด้วยความที่เราเบื่อการทำงานเดิมๆ เราเลยพยายามหางานอื่นทำ หารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การรับจ้างสอนพิเศษ การรับจ้างแปลงาน การเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งงานพวกนี้มันช่วยทำให้ชีวิตเราไม่น่าเบื่อมากนัก เพราะต้องคิดแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้จริงๆ  แค่งานยังทำให้เราเหนื่อยไม่พอ เราอยากหาเหาใส่หัวด้วยการลงเรียน ป.โท อีกอย่างหนึ่ง ทำให้ทุกวันนี้เราเรียนและทำงาน 7 วันเต็มไม่ได้หยุดพัก ถามว่าเหนื่อยมั้ย เราตอบได้เลยว่าโคตรเหนื่อย แล้วถามต่อไปว่า ถ้าเหนื่อยแล้วยังทำทำไม เราก็ตอบตัวเองว่า ก็เราอยากทำ มีไรปะ เลยทำให้เราคิดได้ว่า เราสามารถทำทุกอย่างได้แค่เพียงใจเราอยากทำ ที่นี่พอมองลึกลงไปอีกว่าทำไมถึงอยากทำ สิ่งที่ผุดออกมาในหัวคือ ก็ฉันชอบนิ มันสนุกดี ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทดลองสิ่งที่ไม่เคยทำ ต่อให้ทำไม่เป็นฉันก็จะทำ 

     เมื่อลองทำหลายๆอย่างพร้อมกัน ทำให้เราค้นพบตัวเองว่า เราชอบทำอะไรก็ได้ที่เราต้องคิด แกปัญหา หรือแปลกใหม่ เราจะเริ่มจากการทำในสิ่งที่เรามีความสามารถพอที่จะทำได้ก่อนและเราคาดหวังว่ามันจะไปได้ด้วยดี

    ความสามารถที่เราคิดว่ามีหรือทำได้ มีดัวนี้
              1.เราชอบเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เช่น การแต่งภาพ การทำเว็บไซต์ การออกแบบ การทำวิดีโอ การใช้โปรแกรมต่างๆ
              2.เราชอบอ่านหนังสือ เราชอบจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราว
              3.เราชอบหาที่กิน โดยเฉพาะร้านกาแฟ
              4.เราชอบท่องเที่ยว และถ่ายรูป 
              5.เราชอบดูหนัง โดนเฉพาะหนัง หรือละครเพลง
              6.เราสามารถทำหรือไปไหนคนเดียวได้
              7.เราไม่ชอบการทำงานที่เป็นเวลาหรือระบบการทำงานแบบ Rouetine
              8.เราชอบทำสิ่งใหม่ๆ
              9.เราชอบเล่นเกมส์ แต่ไม่เก่งเท่าไหร่
             10.เราแปลภาษาได้แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
             11.เราชอบสะสมโมเดล ของเล่น รถยนต์ การ์ตูน แต่ไม่ค่อยจะได้ซื้อเพราะมันแพง

     ทุกวันนี้เรารู้สึกเหมือนเราใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวัน ให้หมดไปโดยไร้ค่า ตื่นมาทำงาน เหนื่อยก็นอน บางวันก็ทำงานหนักจนไม่นอน ไม่ได้กินข้าวตรงเวลา จนตอนนี้เราเริ่มรู้สึกไม่โอเคกับการจัดตารางชีวิตของตัวเองแล้ว เราเลยคิดว่าไหนๆก็จะเริ่มต้นปีใหม่อีกปีแล้ว และกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ของชีวิต ถ้าเรายังมัวแต่ทำให้ทุกอย่างอยู่แต่ในความคิด เราคงแก่ตายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เราเลยว่าจะลองวางแผนชีวิตอย่างคร่่าวๆดู แล้วมาลองดูว่าปีหน้าที่กำลังจะมาถึงเราจะทำได้สักกี่ข้อ